Scoop@1

สัตว์ประหลาด สัตว์พิสดาร มีจริง หรือ ลวงตา

หลังจากที่ทาง ช่อง Animal Planet ได้นำเสนอตอน “Mermaid : The New Evidence” เพื่อปลุกกระแส ค้นหาความจริงเรื่องการมีชีวิตอยู่ของ “เงือก” ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์เป็นสารคดีเรื่องที่คนดูมากที่สุดในรอบ 17 ปีของรายการแน่นอนว่า นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ “สัตว์ประหลาด” ครั้งแรกของโลก ที่ได้เกิดขึ้น เพราะยังมีสิ่งมีชีวิตในตำนานหรือสิ่งที่เหนือความคาดหมายชนิดอื่น ที่ยังรอการเปิดเผยอยู่ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น Scoop@1 ได้รวบรวมให้ผู้อ่านลองวิเคราะห์ดูว่าสิ่งเหล่านี้มีจริงหรือไม่

 

1 original

เงือก

 

เงือก เป็นอมนุษย์ชนิดหนึ่งตามความเชื่อนิยายปรัมปราเกี่ยวกับน้ำ โดยเป็นจินตนาการเกี่ยวกับสัตว์น้ำ โดยมากจะเล่ากันว่าเงือกนั้นเป็นสัตว์ครึ่งมนุษย์ มีส่วนครึ่งท่อนบนเป็นคน ส่วนครึ่งท่อนล่างเป็นปลา ในหลายประเทศทั่วโลก มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานเงือกมากมาย

 

สำหรับการพบหลักฐานของลักษณะเงือกของไทย บ้างก็กล่าวว่าใบหน้าขนาดเท่างบน้ำอ้อยมีหวีและกระจกสีทองถ้าใครได้ครอบครองสามารถที่จะเข้าฝันทวงคืนได้, มีเสียงไพเราะทำให้เดินตกน้ำได้ ส่วนของยุโรป เสียงของเงือกมีพลังปีศาจ สามารถชักพาให้ผู้ที่ได้ยินเสียงคล้อยตามได้ การที่เรือเดินทะเลต้องชนกับหินโสโครก และอับปางลงลำแล้วลำเล่านั้น เป็นเพราะว่าถูกชักจูงให้เดินทางไปตามเสียงเพลงของเงือกนั่นเองคือเพลงเพราะมากจนอยากฟัง

 

ซึ่งความเชื่อในเรื่องดังกล่าว บางคนเสนอว่า บางทีอาจเป็นเพราะผู้คนในสมัยโบราณเข้าใจผิด คิดว่า พะยูน คือเงือกก็เป็นได้ แต่เมื่อคลิป “Mermaids : New Evidence” โดยทีมสำรวจของ Discovery ได้ถ่ายภาพวีดีโอได้สิ่งมีชีวิตประหลาดใต้ทะเลลึกใกล้เกาะกรีนแลนด์ มี 5 มือ คล้ายนิ้วมนุษย์ ว่ายมาทุบกระจกเรือดำน้ำของเขา ก็ทำให้ผู้ที่ได้ชม ตื่นตะลึงไปทั่วโลก ทำให้หลายคนปักใจเชื่อว่า "เงือกมีจริง"

545181-topic-ix-1


พญานาค

 

เป็นความเชื่อในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเรียกชื่อต่าง ๆ กัน แต่มีลักษณะร่วมกัน คือ เป็นงูขนาดใหญ่มีหงอน เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสู่จักรวาลอีกด้วยลักษณะของพญานาคตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือพญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัวใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี บ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ หรือบ้างก็มี 7 สี เหมือนสีของรุ้ง และที่สำคัญคือนาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่ตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียรและเก้าเศียร

 

หลักฐานที่พบและมีชื่อเสียงที่สุด นั่นคือ กรณีที่ถูกทหารเรืออเมริกันจับได้ในลำน้ำโขง เมื่อวันที่ 28 กันยายน2539 โดยมีการถ่ายภาพตีพิมพ์เผยแพร่อ้างว่ามีความยาวถึง 10 เมตร ทั้งนี้ เชื่อว่า ปลาตัวดังกล่าวพลัดหลงเข้ามาในเขตน้ำจืดและกำลังจะเสียชีวิต

 

บั้งไฟพญานาค ที่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขง เห็นได้จากทั้งฝั่งไทยและลาว ลักษณะเป็นลูกกลมเรืองแสงลอยขึ้นจากน้ำขึ้นไปในอากาศ จำนวนลูกไฟมีรายงานระหว่างหลายสิบถึงหลายพันลูกต่อคืน บั้งไฟพญานาคเกิดช่วงวันออกพรรษาของแต่ละปี ซึ่งบั้งไฟพญานาคยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้แน่ชัด แต่มีคำอธิบายสามแนวทาง คือ เป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติตามตำนาน เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ และเป็นการกระทำของมนุษย์

 

และกรณีการเผยแพร่คลิปวีดิโอที่ระบุว่า เป็นคลิปแรกที่เห็นพญานาคชัดที่สุดเท่าที่เคยพบมา โดยชาวบ้านตำบลโนนสะอาด อำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เล่าว่าหลังจากนั้น ชาวบ้านต่างถูกหวยกันทั้งตำบล ทั้งหมู่บ้าน ซึ่งเชื่อว่า อิทธิฤทธิ์ของพญานาคนั้นส่งผลให้ชาวบ้านร่มเย็นเป็นสุข และพญานาคมาช่วยสร้างโบสถ์สร้างวัด

 

นักวิทยาศาสตร์เผยว่า ปลาพญานาคนั้นมีอยู่จริง หรือเรียกอีกชื่อว่า ปลาออร์ฟิช ซึ่งเป็นปลาทะเลน้ำลึกที่พบได้ในน่านน้ำเขตร้อน ลักษณะลำตัวแบนยาวสีเงิน ขนาดใหญ่ ครีบหลังยาวตั้งแต่หัวจรดหาง และด้วยพฤติกรรม ของปลาชนิดนี้ เมื่อใกล้ตายจะขึ้นมาบนผิวน้ำ ทำให้เป็นต้นเหตุของตำนานเกี่ยวกับมังกรทะเล พญานาค และสัตว์ประหลาดแห่งท้องทะเลอีกมากมาย

 

ale
เอเลี่ยน (มนุษย์ต่างดาว)

 

เป็นสิ่งที่เชื่อว่าอาจมีอยู่จริงแต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ ลักษณะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกโลก ซึ่งในความคิดของคนส่วนใหญ่ มักจะวาดภาพ มนุษย์ต่างดาว ลักษณะคล้ายคนแต่ ตัวเขียว หัวโต ตาโต เคยมาเยือนโลกโดยมากับ จานบิน ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ได้ข้อพิสูจน์เรื่องมนุษย์ต่างดาว แต่ก็ยังมีจินตนาการภาพลักษณ์ของมนุษย์ต่างดาวที่ได้ในสื่อต่างๆ ทั้งภาพยนตร์ นิยาย การ์ตูนและ วิดีโอเกม

 

ในประเทศไทย ก็เคยมีพบสิ่งประหลาดเช่นกัน ที่โด่งดังที่สุด คือ มีผู้ที่ได้พบเห็นจานบินจำนวนมากเดินทางมาที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยมีผู้ที่อ้างตนว่าสามารถติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวได้ ในปี 2541 ส่วนสถานที่มีการอ้างถึงการพบเจอสิ่งประหลาดคล้ายจานบิน บินไป-มา อยู่บ่อยครั้ง คือที่ เขากะลา จ.นครสวรรค์ ถึงขนาดมีการจัดตั้งชมรมหรือสมาคมขึ้นมาในท้องถิ่นเพื่อศึกษาทางด้านนี้โดยเฉพาะเลยทีเดียว


สำหรับต่างประเทศ หลักฐานที่เห็นชัดที่สุด คือ เอกสารแฟ้มลับคดีแปลกประหลาดที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มนุษย์ต่างดาวมาลงจอดยานที่รัฐนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อนปี 1950 ถูกเผยแพร่ออกมาโดยเอฟบีไอ (FBI) ซึ่งได้ทำรายงานข้อมูลออนไลน์ใหม่นับพัน โดยรับข้อมูลจากGuy Hottel รวมถึงตัวแทนพิเศษจากออฟฟิศประจำกรุงวอชิงตัน ซึ่งในเอกสารระบุถึง จานบิน และ การเก็บกู้ และระบุในรายงานว่า สิ่งมีชีวิตรูปรางสูง หัวโต โดยเชื่อว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว แต่ทั้งหมดตายแล้ว เรื่องดังกล่าวถูกบันทึกในรายงานของเมือง โรสเวล เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ปี 1947 ส่วนศพของมนุษย์ต่างดาวถูกเก็บรักษาโดยสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวมีการเผยแพร่ภาพและคลิปวีดีโอมาเป็นเวลานานกว่า 60 ปี ส่งผลให้เมืองโรสเวลมีชื่อเสียงขึ้นมา ทำให้สำนักข่าวและรายการเข้าไปถ่ายสารคดีเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมายังไม่มีคำยืนยันจากหน่วยงานใดของสหรัฐฯว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ทำให้มีการถกเถียงกันเป็นวงกว้าง จนล่าสุดที่มีการเปิดเผยโดย FBI

 

13734288


เยติ

 


เยติ หรือ มนุษย์หิมะ เยติ เป็นชื่อที่ใช้เรียกสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่ง ในความเชื่อของชาวเชอร์ปา ชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่แถบเทือกเขาหิมาลัย ในประเทศเนปาลและธิเบต โดยเชื่อว่าเยติ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่คล้ายมนุษย์ผสมกับลิงไม่มีหางคล้าย กอริลลามีขนยาวสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลดำปกคลุมทั้งลำตัว โดยปรกติแล้ว เยติเป็นสัตว์ที่มีนิสัยสงบเสงี่ยม แต่อาจดุร้ายโจมตีใส่มนุษย์และสัตว์เลี้ยงได้ในบางครั้ง

 


สำหรับหลักฐานการพบการตัวตนของเยติล่าสุด คือ เดือนตุลาคม ค.ศ. 2011 นักวิทยาศาสตร์จากหลายชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา, รัสเซีย, เอสโตเนีย, สวีเดน, จีน และมองโกเลีย ได้รวมตัวกันเพื่อประชุมและตามล่าเยติที่ภูมิภาคเคเมโรโวในแคว้นไซบีเรีย ของประเทศรัสเซีย และสถานที่ใกล้เคียง เช่น เทือกเขาอัลไต เพราะมีรายงานการพบเห็นเยติในแถบนี้มากถึง 3 เท่าจากเมื่อ 20 ปีก่อน โดยพบรอยเท้าขนาด 35 เซนติเมตร หรือสิ่งก่อสร้างที่คล้ายกระท่อมอย่างง่าย ๆ จากกิ่งไม้ก็ถูกพบ ทำให้คาดว่ามีเยติในภูมิภาคนี้มากถึง 70-80 ตัว

 

2 12
เนสซี

 


คือสิ่งมีชีวิตลึกลับขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งที่เชื่อว่าอาศัยอยู่ในทะเลสาบเนสส์ (ล็อกเนสส์) ในสกอตแลนด์ สหราชอาณาจักร เชื่อว่าเนสซีมีรูปร่างคล้ายพลีซิโอซอรัสหรืออีลาสโมซอรัส สัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยในทะเลยุคเดียวกับไดโนเสาร์ มีผู้อ้างว่าเคยพบเห็นถึงปัจจุบันกว่า 4,000 ครั้ง และมีรูปถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพยนตร์มากมาย

 

bathing
ยูนิคอร์น

 

เชื่อว่าพบได้ตามป่าทางตอนเหนือของยุโรป ตัวโตเต็มที่มีลักษณะเป็นม้าสีขาวบริสุทธิ์ สง่างาม มีเขาหนึ่งเขาที่กลางหน้าผาก (โดยมากเขาจะเป็นเกลียวด้วย) ลูกยูนิคอร์นแรกเกิดมีขนสีทอง และจะเปลี่ยนเป็นสีเงินก่อนที่จะโตเต็มวัย เขา เลือด และขนของยูนิคอร์นมีคุณสมบัติทางเวทมนตร์สูง

 


โดยทั่วไปยูนิคอร์นจะหลีกเลี่ยงการข้องแวะกับมนุษย์ และจะยอมให้แม่มดเข้าใกล้มากกว่าพ่อมด นอกจากนั้น ยูนิคอร์นยังวิ่งได้เร็วมาก จึงยากที่จะจับตัวได้ ในโลกตะวันตก ยูนิคอร์นถือเป็นสัตว์ที่มีความดุร้ายและรักความสันโดษ เรื่องเล่าของยุโรประบุว่าการจับยูนิคอร์นนั้นต้องใช้สาวพรหมจรรย์เป็นผู้จับยูนิคอร์น ซึ่งยูนิคอร์นจะลืมสัญชาตญาณป่าเถื่อนและเชื่องราวกับเป็นม้าธรรมดากล่าวกันว่า ยูนิคอร์นเป็นสัตว์ผสมระหว่างแรด ละมั่งหิมาลัย และลาป่า เขาของมันมีความแหลมคมมาก โดยมีพื้นสีขาวตรงกลางสีดำ และตรงยอดเป็นสีแดงเลือดหมู

 

 

หลักฐานล่าสุดที่ได้รับการเปิดเผย คือ เกิดขึ้น เมื่อปลายปีที่ผ่านมา นักโบราณคดีประเทศเกาหลี ได้ค้นพบโพรงถ้ำของยูนิคอร์น สัตว์ในเทพนิยาย ซึ่งอยู่ห่างจากวัดยองเมียงในเมืองหลวง แค่ 200 เมตร ก้อนหินที่ปากทางเข้าถ้ำ มีตัวอักษรสลักไว้ว่า "โพรงถ้ำของยูนิคอร์น" ซึ่งเป็นอักขระในสมัยอาณาจักรโคเรียว (ค.ศ.918-1392)โดยบันทึกได้ระบุไว้ว่า บนเขากัมซูเป็นที่ตั้งของตำหนักอุลมิล วัดยองเมียงตั้งอยู่ถัดลงมา วัดแห่งนี้เป็นที่สำราญพระอิริยาบถของพระเจ้าตองเมียง ภายในวัดนี้มีโพรงถ้ำของม้ายูนิคอร์น พระเจ้าตองเมียงเคยทรงม้าวิเศษตัวนี้ แต่ก็ยังไม่สรุปว่า เป็นจริงหรือไม่

 

415958-01
งูอนาคอนด้ายักษ์

 


งูชนิดนี้เป็นงูที่รู้จักกันดี ทั้งจากในภาพยนตร์แนวผจญภัยต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่เชื่อกันว่า อาศัยอยู่ในป่าที่เป็นป่าดิบชื้น แถบทวีปอเมริกาใต้ โดยลักษณะสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดคือ “งูอนาคอนดาเขียว” และ “งูเหลือม” ที่มีลำตัวประมาณ 20- 30 ฟุต ตามลำดับ

 


สำหรับหลักฐานของเจ้างูยักษ์ชนิดนี้นั้น มีอยู่มากมาย อาทิ หนังสือพิมพ์เปอร์นัมบูโก ในบราซิลประจำวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1948 ตีพิมพ์ภาพและพาดหัวว่า พบงูอนาคอนดาที่มีน้ำหนักกว่า 5 ตัน ขณะที่กำลังกินวัวไปครึ่งตัว โดยภาพส่วนหนึ่งแสดงให้เห็นซากงูที่ถูกชำแหละโดยชาวอินเดียนพื้นเมือง วัดความยาวได้ 113 ฟุต 4 เดือนต่อมาหนังสือพิมพ์นูตี อิลลัสตราดา ของริโอเดอจาเนโร ได้ลงภาพถ่ายของงูอนาคอนดาตัวหนึ่งที่ถูกฆ่าโดยทหารบก มีความยาวทั้งสิ้น 115 ฟุต และ เดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2009 ที่เมืองกูผิง มณฑลเจียงซี ประเทศจีน

 

ขณะมีการก่อสร้างถนนผ่านพื้นที่ป่า คนงานก่อสร้างก็พบกับงูขนาดใหญ่ยาวถึง 16.7 เมตร หนักถึง 300 กิโลกรัม อายุคาดว่าน่าจะอยู่ที่ 140 ปี ถึง 2 ตัว และหนึ่งในสองตัวนั้นก็ได้รับบาดเจ็บจากการถูกรถแบ็คโฮขุดถนนขุดถูกทำให้บาดเจ็บและตายลงในที่สุด อีกตัวก็หนีเข้าป่าไป ซึ่งซากงูตัวที่ตายนั้นได้ถูกถ่ายภาพและเป็นภาพที่แพร่หลายกันในประเทศจีน

 

globster1
กล็อบสเตอร์

 


จนทุกวันนี้ ยังไม่รู้ว่าจะจัดสัตว์ประหลาดประเภทนี้อยู่หมวดใด ประเภทใดกันแน่ เพราะถึงขนาดที่ว่าตั้งคำนิยามให้ว่า “ไม่มีดวงตา ไม่มีส่วนหัว และไม่มีโครงกระดูก”
ลักษณะของกล็อบสเตอร์มักจะผิดจากลักษณะที่คนทั่วไปคุ้นเคยมากและมักทำให้เป็นข้อถกเถียงแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะสามารถระบุประเภทได้แล้ว กล็อบสเตอร์บางซากจะมีครีบ หนวดระยาง หรือกระดูกที่ทำให้สามารถคาดเดาประเภทได้ แต่บางครั้งก็ไม่มีลักษณะซึ่งสามารถระบุได้เลย กล็อบสเตอร์มักถูกเชื่อมโยงเข้ากับสัตว์ประหลาดในมหาสมุทรจึงเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาสัตว์ลึกลับสนใจกันมาก

 


กล็อบสเตอร์จำนวนมากได้รับการระบุว่าเป็นซากของหมึกยักษ์ แต่ส่วนใหญ่แล้วต่อมาก็ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นซากของวาฬหรือปลาฉลามขนาดใหญ่ และบางครั้งก็เป็นชั้นไขมันที่หลุดออกจากซากของวาฬที่กำลังเน่า บางซากก็ได้รับการระบุว่าเป็นซากของเพลสซิโอซอร์ที่ต่อมาก็กลับเป็นซากของปลาฉลามบาสกิง แต่ก็มีกล็อบสเตอร์ที่ไม่สามารถระบุประเภทได้ต่อมาถึงปัจจุบันอยู่ด้วย ซึ่งกล็อบสเตอร์บางซากก็ได้เน่าเปื่อยจนไม่อาจพิสูจน์หรือใช้เป็นหลักฐานในการพบสัตว์สายพันธุ์ใหม่ได้
คองกามาโต

 


เป็นสัตว์ประหลาดที่กล่าวกันว่ามีรูปร่างคล้ายไดโนเสาร์ชนิดที่บินได้ จำพวก เทอโรซอ หรือ เทอราโนดอน พบในหนองน้ำทวีปแอฟริกาตอนกลางมีการสันนิษฐานว่า สัตว์ประหลาดบินได้ที่เรียกว่า คองกามาโต นี้ อาจจะเป็นนกหาปลาขนาดใหญ่จำพวกนกกระสาที่เรียกว่า นกกระสาหน้าผากเหลือง(Ephippiorhynchus senegalensis) หรือ นกกระสาปาพลั่ว (Balaeniceps rex) ซึ่งเป็นนกขนาดใหญ่ที่มีกรามแข็งแรง และเป็นนกที่หายากมากชนิดหนึ่งของแอฟริกา

 


สำหรับหลักฐานในการพบเห็นคองกามาโตนั้น ที่เห็นเด่นชัดที่สุด มี 2 กรณี คือ ในปี ค.ศ. 1923 แฟรงก์ เอช.เมลแลนด์ นักเดินทางได้บันทึกไว้ในหนังสือบันทึกการเดินทางเขาชื่อ In Witchbound Africa ถึงสัตว์ประหลาดที่บินได้ที่พบในหนองน้ำว่า เป็นสัตว์ที่ดุร้าย น่ากลัว สามารถโจมตีเรือขนาดเล็กได้ มีลำตัวสีแดง ความยาวเมื่อกางปีกเต็มที่ราว 4-7 ฟุต จากภาพสเก็ตพบว่า มันมีลักษณะคล้ายเทอโรซอ และ ในปี ค.ศ. 1956 วิศวกรชื่อ เจ.พี.เอฟ. บราวน์ ได้เห็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง 2 ตัว ที่บินได้ในเวลาราว 06.00 น. ใกล้ทะเลสาบบังวูลู ประเทศแซมเบีย โดยเขาบอกว่ามันบินช้า ๆ และเงียบมาก สังเกตว่า ความยาวปีกประมาณ 3 ฟุต หรือ 1 เมตร และมีความยาวหาง 4 1/2 ฟุต หรือ 1.5 เมตร ส่วนหัวมีลักษณะแคบและคล้ายสุนัข
ปัจจุบันมีรายงานการพบเห็นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยไม่มีรายละเอียดมากไปกว่านี้ จากแซมเบีย, ซิมบับเว, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, นามิเบีย, แทนซาเนียและเคนยา

 

และนี่คือ ตัวอย่างบางส่วนของ “สัตว์ประหลาด” ที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า สิ่งเหล่านี้ จะมีตัวตนจริงหรือไม่ ซึ่งบรรดาเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย คงต้องทำการค้นคว้าและหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อหาบทสรุปทั้งหมดกันต่อไป ---ISN 04

Add comment

แสดงความคิดเห็น